เทคโนโลยีสารสนเทศในโลกปัจจุบัน
ในอนาคตอันใกล้นี้
คอมพิวเตอร์คงเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราไม่มากก็น้อย
ไม่ว่าเราจะอยากรู้จักโดยตรงหรือไม่ก็ตาม เช่น เมื่อเราไปฝาก หรือ
ถอนเงินจากธนาคารทุกแห่งในขณะนี้ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น
การซื้อสินค้า หรือชำระเงินค่าบริการต่าง ๆ จากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน เช่น
เซเว่นอีเลเว่น เอเอ็มพีเอ็ม หรือแม้แต่ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน
หรือปั๊มน้ำมันหลายแห่งในประเทศเรา ก็เช่นกัน เราลองคิดต่อไปว่า
จะมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ส่วนตัวในบ้านมากขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือ
น่าที่จะเป็นไปได้และเราน่าจะมอง ต่อไปอีกว่า
แล้วเราควรที่จะเป็นผู้บริโภคที่นำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้ตลอดไปหรือไม่
ถ้าคำตอบคือใช่ เราก็ไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใดมากนัก
นอกจากการเรียนรู้เพียงการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ได้ตามที่เราต้องการ
แต่ถ้าเราคิดอย่างสมเหตุสมผล และยุติธรรมต่อประเทศของเรา
เราก็น่าที่จะเริ่มเรียนรู้อย่างมีระบบจากง่ายและนำพาตัวเราไปสู่การเรียนรู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างมีการค้นคิดที่มากขึ้นต่อไปในอนาคต
เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีได้ต่อไป
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ทางด้านการศึกษา
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ทางด้านการศึกษาถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญในระดับประเทศ
เราจะเห็นได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
เดิมในท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เด็ก ๆ แทบจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร จนกลายเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
แต่ในปัจจุบันเริ่มมีระบบการถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียมทำให้เด็กเหล่านี้ได้รับโอกาสเรียนรู้
ถึงแม้จะยังไม่แพร่หลายนักก็ตาม สำหรับเด็กใคอมพิวเตอร์นอกจากการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว
ก็ยังสามารถแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมาย
โดยการเชื่อมต่อกับเครือข่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่ทั่วโลก
นอกเหนือไปจากความรู้ที่จะได้เรียนในห้องเรียนที่มีครูผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดเท่านั้น
นอกจากนี้ ผู้สอนและผู้เรียนยังสามารถติดต่อถึงกันได้อย่างไร้ขีดจำกัดของเวลา
โดยผ่านระบบ อิเล็กทรอนิคส์เมลล์(E-Mail) ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ซึ่งเราจะได้ทราบรายละเอียดเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในบทที่ 12
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากสังคมที่เรามีความต้องการในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มอย่างมากมายนี้
ในบางครั้งก็ทำให้ผู้ใช้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้
หากการใช้นั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้อยู่บนรากฐานของความเข้าใจและความสมเหตุสมผลในการใช้
อาทิเช่น
เราซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเกินกว่างานที่เราจำเป็นต้องใช้มาใช้ในหน่วยงานหรือพยายามหาคอมพิวเตอร์มาทดแทนเครื่องที่มีอยู่
ทั้ง ๆ
ที่เครื่องเดิมก็ยังคงยังใช้การได้ก็ทำให้ทั้งหน่วยงานและประเทศต้องเสียเงินตราออกนอกประเทศจนเกินความจำเป็นในภาวการณ์ที่ประเทศของเราเป็นเพียงผู้บริโภค
ที่นำเข้าสินค้าเหล่านี้ เท่านั้นและเนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวดเร็วมาก
การซื้อมาเกินกว่าความ
จำเป็นในแต่ละครั้งย่อมเป็นการเพิ่มขยะที่ใช้การไม่ได้ให้แก่หน่วยงาน
เพิ่มค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และกลายเป็นซากที่ใช้การไม่ได้ในที่สุด
เพราะทุกคนมักต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นการมีคอมพิวเตอร์ใช้นั้น ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งาน
ทั้งจำนวนและประสิทธิภาพนชุมชนที่มีโอกาสได้ใช้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น